แม่แท้งลูกจำใจเก็บศพทารกไว้ในตู้เย็น หลังเจอรพ. บอกปัด ไม่มีที่ว่างให้เก็บ

4 Jun by admin

แม่แท้งลูกจำใจเก็บศพทารกไว้ในตู้เย็น หลังเจอรพ. บอกปัด ไม่มีที่ว่างให้เก็บ

ลอรา โบรดี เข้ารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยลูอิสแชม ในเขตลอนดอนตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกับ ลอว์เรนซ์ ไวท์ คู่ชีวิตของเธอ หลังจากที่ โบรดี แท้งและต้องเสียลูกไป

ก่อนหน้านี้ โบรดี เข้ารับการตรวจครรภ์ที่แผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาลเดียวกัน ต่อมา เธอมีอาการตกเลือดอย่างหนักเป็นเวลานานถึง 4 เดือนระหว่างตั้งครรภ์  หลังจากนั้น คู่ชีวิตทั้งสองได้รับการยืนยันจากโรงพยาบาลว่าหัวใจของทารกในครรภ์ยังคงเต้นอยู่ แต่เมื่อมีการตรวจเพิ่มเติมในอีกหลายวันต่อมา ทีมแพทย์ก็แจ้งพวกเขาว่าทารกเสียชีวิตแล้ว

หลังจากนั้น โบรดี ก็ถูกส่งตัวกลับบ้านเพื่อรอเตียงว่างสำหรับการทำคลอด แต่ในอีก 2 วันต่อมา เธอก็แท้งลูกในห้องน้ำที่บ้าน โบรดี ให้สัมภาษณ์ว่า ทารกในท้องของเธอที่เสียชีวิตเป็นเด็กชาย

ทั้งคู่โทรฯ แจ้งเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ แต่ได้คำตอบว่า สถานการณ์ของพวกเขาไม่จัดว่าเป็นเหตุฉุกเฉิน โบรดี และ ไวท์ จึงใช้ผ้าห่อร่างทารก นำไปใส่ไว้ในกล่องทัปเปอร์แวร์ และเดินทางไปยังแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล

ทั้งสองอุ้มร่างทารกน้อยซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องพลาสติก นั่งรออยู่ในห้องรอตรวจพร้อมกับคนไข้อื่น ๆ อีกราว 30 คน โดยเจ้าหน้าที่บอกให้พวกเขาไป “นั่งทางด้านหลัง” ของห้อง ต่อมา เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลก็บอกพวกเขาว่าในโรงพยาบาลไม่มีที่ว่างสำหรับเก็บศพทารกน้อย

โบรดี ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวว่า เจ้าหน้าที่บอกพวกเขาไม่มีเอกสารหรือใบอนุญาตให้เก็บศพไว้ในห้องเก็บศพของโรงพยาบาล ซึ่งทั้งคู่มองว่า เป็นเรื่องพิลึกมากที่เจ้าหน้าที่คิดว่าคนที่เพิ่งแท้งลูกที่บ้านจะมีแก่ใจคิดถึงเรื่องการเดินเอกสารต่าง ๆ

ต่อมา ก็มีเจ้าหน้าที่บอก โบรดี ว่าเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อนำเศษรกที่ยังหลงเหลืออยู่ออกไป กระนั้นก็ยังไม่มีใครสนใจหรือให้ความช่วยเหลือว่าพวกเขาควรทำอย่างไรกับศพของทารกน้อย ไวท์ กล่าวว่า ไม่มีคนของโรงพยาบาลแสดงท่าทีว่าจะรับผิดชอบเรื่องนี้แต่อย่างใด

หลังจากที่รออยู่ในห้องรอตรวจถึง 5 ชม. พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะนำศพลูกกลับบ้าน และจัดการหาที่ว่างในตู้เย็นเพื่อเก็บศพทารก

โบรดี ให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์ครั้งนี้ว่า เธอรู้สึกเหมือนไม่มีการรับรองความปลอดภัยใด ๆ เมื่อเกิดความผิดปกติกับการตั้งครรภ์ และต่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานกันอย่างหนัก ขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ ก็ยังมีจุดอ่อน 

ต่อมา โรงพยาบาลลูอิสแชมและสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ แถลงแสดงความเสียใจแก่พ่อแม่ทั้งสอง และระบุว่า กำลังเปิดการสืบสวนกรณีที่เกิดขึ้น เพื่อค้นหาจุดบกพร่องและจะได้ทำการปรับปรุงต่อไป