หนังใหม่ “The Trip : ทริปป่วนสติหลุด”

6 Dec by admin

หนังใหม่ “The Trip : ทริปป่วนสติหลุด”

หนังใหม่ “The Trip : ทริปป่วนสติหลุด” เรื่องราวของ สองสามีภรรยา ลิซ่า นักแสดงหญิง และ ลาร์ส ผู้กำกับละครเวที ที่กำลังมีปัญหาชีวิตคู่อย่างรุนแรง รวมถึงปัญหาด้านการเงินและอื่นๆ พวกเขาเลยวางแผนที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ด้วยการเดินทางไปทริปพักผ่อนในบ้านกระท่อมกลางป่าซึ่งเป็นบ้านพักตากอากาศของพ่อของลาร์สที่ปลูกไว้

แต่ทั้งสองสามีภรรยาต่างฝ่ายก็มีแผนลับของตนเองอยู่ นั่นคือการหาทางฆาตกรรมอีกฝ่าย เพื่อตัดปัญหาชีวิตคู่ และจะได้เป็นอิสระอีกครั้ง แต่หารู้ไม่ว่า แผนการณ์ของพวกเขากลับไม่ได้ดำเนินอย่างราบรื่น แถมยังมีสถานการณ์สุดวายป่วงที่เข้ามาเป็นระยะจากผู้คนที่กรูกันเข้ามาที่บ้านพักตากอากาศหลังนี้โดยบังเอิญ

จากทริปพักผ่อนที่สองสามีภรรยาวางแผนฆ่ากัน เลยกลายเป็นสถานการณ์ที่ทั้งสองคนต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากเหตุนองเลือดท่วมบ้านที่ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นทุกขณะที่หนังฉายไปเรื่อยๆ

เรื่องนี้เป็นหนังแนวตลกร้าย ผสมเลือดสาด มุกซกมก สุดเถื่อน ถ้าให้อธิบายว่าคล้ายกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดังเรื่องไหน สไตล์ของเรื่องก็มีส่วนคล้ายกับหนังอย่าง Snatch ของผู้กำกับ กาย ริชชี่ เพียงแต่เพิ่มดีกรีความเลือดสาดมากกว่า ดูไปแล้วจะคล้ายกับหนังอย่าง Piranha 3D มากกว่า ซึ่งในภาพรวมของหนังจัดว่าเป็นแนวตลกวายป่วง ที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ เนื้อเรื่องพร้อมจะหักมุมตลอดเวลา และพร้อมจะยัดตัวละครหรือสถานการณ์วายป่วงเข้ามาแบบไม่ต้องสนใจความสมจริงใดๆทั้งสิ้น ประมาณว่าจังหวะเวลาและไทม์มิ่งทุกอย่าต้องมาเกิดขึ้นที่บ้านกลางป่าซึ่งเป็นฉากหลักของเรื่องนี้ทั้งหมด

หนังก็มีข้อเสียไม่น้อยเหมือนกัน เพราะหนังจะมีช่วงน่าเบื่อและช่วงเนือยแทรกเป็นระยะอยู่บ้าง เพียงแต่ในภาพรวมแล้วการเดินเรื่องค่อนข้างสนุก คาดเดายาก หนังยังเลือกใส่สถานการณ์พิสดารสุดวายป่วงเข้ามาในเรื่องแบบที่เราสามารถแบ่งออกมาได้เป็นแต่ละบทหลักในระหว่างเรื่อง เหมือนเรากำลังชมละครเวทีสักเรื่องที่จะมีการแบ่งเนื้อหาออกมาเป็นทีละองก์

ที่สำคัญคือหนังยังมีความโหดดิบในตัวสูง ไม่ค่อยมีความปราณีให้ตัวละครเท่าไรนัก ซึ่งก็เป็นสไตล์ของหนังจากยุโรปอยู่แล้วที่มีความดิบโหด มักมองโลกในแง่ร้าย และที่สำคัญคือหนังไม่ค่อยเดินตามสูตรหนังฮอลลีวูดที่เราพบเห็นกันประจำด้วย

ในช่วงกลางเรื่องหนังดูจะยืดและมีการเปลี่ยนโทนอารมณ์ให้มาเป็นแนวจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่สามโจรที่แหกคุกออกมาจับสองสามีภรรยาตัวเอกเป็นตัวประกัน ช่วงนี้ใช้เวลาแอร์ไทม์ค่อนข้างมาก และมุกตลกก็ไม่ค่อยขำสักเท่าไหร่ เป็นช่วงที่หนังเปลี่ยนมูดอารมณ์ของเรื่องให้ไปทางดราม่า แต่มันก็ดราม่าจริงจังอยู่ได้แค่ระยะหนึ่ง ก่อนที่หนังจะพาเรื่องเข้าสู่ความวายป่วงอีกรอบ

มุกตลกบางอย่างอาจจะดูแปลกๆ เพราะเป็นมุกตลกในสไตล์ยุโรปเหนือหรือสแกนดิเนเวีย ที่แฝงการจิกกัดสภาพสังคม การเหยียดเชื้อชาติ และมุกตลกทางเพศบางอย่าง ซึ่งคนไทยดูแล้วอาจจะสงสัยว่ามันตลกยังไง แต่ถ้าเป็นคนที่ดูหนังอเมริกันและหนังยุโรปมาเยอะ อาจจะเข้าใจลักษณะความเป็นหนังตลกของเรื่องนี้อยู่บ้าง ว่ามันเป็นแนวทางแบบตลกร้าย หรือ Dark Comedy ที่หนังตะวันตกค่อนข้างชอบทำแนวนี้ หากให้อธิบายอย่างเข้าใจง่าย ก็คือเป็นการจับตัวละครเอกให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ซีเรียส เสี่ยงอันตราย หรือบางทีก็เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่น่ามีอะไร แต่กลับสร้างความหงุดหงิดให้ตัวละคร แล้วก็ทำให้คนดูขำไปกับความเครียดของตัวละครเอก ที่จะต้องหาทางเอาตัวรอดจากความวายป่วงที่เกิดขึ้นด้วย

สำหรับโทนของหนัง ช่วงแรกถึงกลางเรื่องที่พวกกลุ่มตัวร้ายอย่างสามโจรในเรื่องโผล่ออกมาช่วงแรก หนังยังมีความเป็นตลกร้ายสูง แต่หลังจากนั้นหนังพยายามปรับโทนให้จริงจังและมีความดราม่ามากขึ้น จนเรียกว่ากลายเป็นหนังกึ่งแอ็คชั่น กึ่งเอาตัวรอดไปแทน ตรงนี้หากเป็นคนที่คาดหวังหนังตลกแอ็คชั่นไปเลยอาจจะน่าผิดหวังไปบ้าง แต่ถ้าเป็นคนคาดหวังความเป็นหนังแอ็คชั่นกึ่งเอาตัวรอดที่มีมุกตลกร้ายเข้ามาแทรกบ้างก็อาจจะชอบมากกว่าครับ

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วชอบข้อดีอย่างหนึ่งของหนังในแง่ที่ใช้เทคนิคการเรื่องแบบแฟลชแบ็กเข้ามาใช้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหล่าตัวละครที่เข้ามาร่วมวงวายป่วงในบ้าน ว่าเกิดออะไรขึ้นพวกเขาถึงเข้ามาอยู่ในเหตุการณ์ได้

ส่วนพาร์ทสุดท้ายถือว่าหนังพลิกจากความดราม่าจริงจังกลับมาเป็นตลกร้ายได้อีกรอบแบบคาดไม่ถึงเหมือนกัน แถมตอนจบก็ทำออกมาได้สมกับเป็นหนังตลกร้ายสุดแสบได้ดีมาก แล้วยังมีการจิกกัดวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดแบบสุดแสบ ทั้งที่เป็นซีนท้ายเรื่องเล็กๆ